ค้นหา  




                          
เพราะเรา คือตัวแทนของท่าน
เราให้บริการ ประกันภัยทุกประเภท  ประเภท 1  ประเภท 2  ประเภท 3  
ประเภท 2 บวก  ประเภท 3 บวก  ประเภท พ.ร.บ. อัคคีภัย  ประกันอุบัติเหตุ
hotline : 08-6377-3610   
เมนูประกันภัย
เมนูน่ารู้
 

ตรวจสอบสถานะการส่งไปรษณีย์
 
 
 สถิติวันนี้

43 คน

 สถิติเมื่อวาน

4 คน

 สถิติเดือนนี้
สถิติปีนี้
สถิติทั้งหมด

210 คน
11718 คน
297120 คน

เริ่มเมื่อ 2010-10-09
 Welcome to isaraonline.com

ข้อแนะนำในการใช้รถหน้าฝน


สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวอิสระทุกท่าน

ช่วงนี้ฝนตกบ่อย แต่ภารกิจของเราหยุดไม่ได้จำเป็นต้องเดินทาง สภาพถนนและทัศนวิสัยในการขับท่ามกลางสายฝน แตกต่างจากการขับปกติทั่วไป เราจึงต้องเพิ่มความระวังเป็นพิเศษ อิสระมีคำแนะนำในการใช้รถช่วงฝนตกมาฝากนะครับ

     

  1. ทัศนวิสัยที่ไม่แจ่มชัดในขณะฝนตก 
       บวกกับสภาพถนนที่เปียกลื่น การขับจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังขึ้นอย่างมากจากการขับปกติเป็น 2 เท่า
    - ขับรถควรทิ้งระยะห่างจากการขับในสภาพปกติ อีก 10-15 เมตร
    - ไม่ควรใช้ความเร็วสูง
    - ไม่ควรเบรกกระทันหันและเบรกแรงเกินไป
    - ใช้ความเร็วใบปัดน้ำฝนให้พอดี 


  2. เมื่อต้องขับรถยนต์ลุยน้ำท่วม 
       การขับด้วยความเร็วสูงผ่านจุดที่มีน้ำขังเป็นอันตรายอย่างยิ่ง อาจทำให้รถยนต์แฉลบ หรือเสียการทรงตัวได้ง่าย นอกจากนั้น อาจจะทำให้น้ำพุ่งกระจายขึ้นมาเต็มกระจกบังลมหน้า และไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้
    - ควรใช้ความเร็วต่ำและความระมัดระวัง
    - เมื่อต้องขับสวนกันควรชะลอความเร็ว
    - จับพวงมาลัยให้แน่น
    - ห้ามเหยียบเบรกในขณะขับผ่านแอ่งน้ำ เพราะล้อจะล็อค ให้ผ่อนคันเร่งแทน
    - ย้ำเบรกเพื่อความมั่นใจ หลังผ่านการลุยน้ำหรือผิวถนนที่มีน้ำท่วมขัง
    - การแตะเบรกเบาๆ ขณะขับ จะช่วยไล่ความชื้นออกจากดิสก์หรือดรัมเบรก
    - ข้อควรระวังคือ ระมัดระวังรถยนต์ที่ตามมาข้างหลัง ควรเลือกจังหวะเบรกให้ดี


     
  3. เปิดไฟเพิ่มความปลอดภัย
        แม้ช่วงฝนตกจะเป็นเวลากลางวัน แต่บ่อยครั้งสภาพอากาศในช่วงเวลาที่ฝนตก มักมืดครึ้มคล้ายช่วงหัวค่ำ ทำให้ประสิทธิภาพในการมองของผู้ขับลดลง การเปิดไฟคู่หน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตนเอง และเพื่อนร่วมทาง เพราะจากทัศนวิสัยที่ไม่ชัดเจนผ่านการมองกระจกทั้งมองข้าง และมองหลัง ซึ่งมักมีเม็ดฝนเกาะ อาจจะทำให้ผู้ขับขี่ที่อยู่ด้านหน้าไม่สามารถสังเกต เห็นรถยนต์ที่ตามมาด้านหลังได้
    - การเปิดไฟส่องสว่างแบบต่ำจึงช่วยเพิ่มความปลอดภัย   


  4. การใช้น้ำฉีดกระจก
       ในช่วงที่ฝนตกปรอยๆ หรือหลังฝนหยุดใหม่ๆ น้ำที่กระเด็นจากการดีด ของล้อรถยนต์คันหน้ามีลักษณะเหนียวคล้ายโคลน เพราะเป็นการผสมระหว่าง น้ำกับฝุ่นละอองบนถนน เมื่อกระเด็นมาเกาะที่กระจกบังลมหน้าของรถยนต์คันหลัง ทำให้ไม่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยได้ชัดเจนแม้ใช้ก้านปัดน้ำฝนก็ไม่สามารถกวาดได้อย่างหมดจด
    - ผู้ขับควร ตรวจสอบระดับของน้ำในกระป๋องอยู่เสมอ
    - การเปิดใบปัดน้ำฝนต้องใช้น้ำฉีดกระจก ช่วยชะล้างคราบโคลน
    - ข้อควรระมัดระวังคือไม่ควรฉีดน้ำในขณะขับด้วยความเร็วสูง เพราะการมองไม่
      เห็นทางด้านหน้าเพียงแค่เสี้ยวนาทีก็อันตราย 

  5. ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉินเมื่อขับรถขณะฝนตกหนัก
       ฝนที่ตกหนักจนทำให้ทัศนวิสัยข้างหน้าไม่ชัดเจน ผู้ขับมักนิยมไฟฉุกเฉินด้วยความหวังดี เพราะต้องการให้รถยนต์ที่ตามมาข้างหลังเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งที่ความจริงแล้ว เป็นเรื่องไม่จำเป็นและเป็นการรบกวนสายตายิ่งไปกว่านั้น หากผู้ขับรถยนต์คันหน้าต้องการเปลี่ยนช่องทาง จะทำให้ผู้ขับรถยนต์ ที่ตามมาข้างหลังไม่ทราบเพราะมีไฟกะพริบทั้ง 4 มุม แค่เปิดไฟต่ำก็เพียงพอแล้ว
    - ไม่ควรขับชิดรถยนต์คันหน้าเกินไป
    - ใช้ความเร็วต่ำเปิดไฟส่องสว่าง
    - ไม่ควรเปลี่ยนช่องทางโดยไม่จำเป็น
    - ฝนตกหนักทัศนวิสัยแย่จริงๆ ควรจอดรถยนต์ ชิดไหล่ทางและเปิดไฟฉุกเฉิน
    - รอจนกระทั่งฝนลดลงแล้วจึงค่อยเดินทางต่อ

  6. เติมลมยางให้พอดี เพื่อความปลอดภัยในหน้าฝน
    - ลมยางน้อยไป อาจทำให้รถยนต์แฉลบได้ง่าย
    - ในหน้าฝนควรเพิ่มแรงดันลมให้มากขึ้นจากเดิมอีก 2-3 ปอนด์/ตารางนิ้ว

  7. กรณีต้องขับผ่านเส้นทางเสี่ยงดินถล่ม
       ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ขับรถเร็ว หมั่นสังเกตสัญญาณความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ
    - สังเกตุน้ำในร่องน้ำข้างถนนเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับดินบนภูเขา
    - ได้ยินเสียงคล้ายดินถล่มให้ค่อย ๆ ขับรถออกจากบริเวณดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
    - หากมีดินถล่มปิดทับเส้นทาง ควรหยุดรถในบริเวณที่ปลอดภัย
    - ไม่ฝืนนำรถออกจากจุดเกิดเหตุ เพราะสภาพถนนที่แคบและโค้งชัน อาจทำให้
      รถเสียหลักหลุดออกนอกเส้นทาง

  8. การขับรถลุยโคลน
    - หยุดรถเพื่อประเมินเส้นทาง
    - เลือกใช้เส้นทางที่ตื้นที่สุด หรือทางที่มีรอยล้อรถเดิม
    - ต้องขับรถในระดับความเร็วที่สม่ำเสมอ
    - หากรู้สึกล้อหนืดหรือเหยียบคันเร่งไม่ไป ให้ค่อยๆขยับพวงมาลัยไป-มาช้า ๆ
      เพื่อให้ล้อเกาะพื้นดินใหม่ แต่ห้ามหมุนล้อเร็วเกินไป เพราะจะทำให้ล้อรถยนต์
      จมดินมากขึ้น 
    - หากรถจมโคลนหรือติดหล่ม ห้ามเร่งเครื่องหรือหักพวงมาลัยด้วยความเร็วสูง
      จะทำให้ล้อจมโคลนลึกขึ้น ให้แก้ไขโดยวางก้อนอิฐหรือท่อนไม้ไว้ด้านหน้า
      ของยางรถยนต์ล้อหลัง ค่อย ๆ เร่งเครื่องเพื่อเพิ่มแรงเสียดทาน
    - ใช้สายเคเบิลลากจูงแบบตรง และพยายามเร่งเครื่องโดยใช้เกียร์ต่ำ จะทำให้
      รถสามารถเคลื่อนตัวออกจากหล่มโคลนง่ายขึ้น  

 

   

บริษัท อิสระ อินเตอร์โบรคเกอร์ จำกัด
50/17 หมู่ที่ 1 ถนนบายพาส ตำบลบ้านสวน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 20000
โทร.
08-6334-2873-4,   08-6305-8703-4,  email : isara.nantiya@gmail.com